รถรุ่นใหม่ล่าสุด

ความรู้เกี่ยวกับรถประเภทต่างๆ

Honda Freed สเปค ราคา

October 26th, 2012

Honda Freed สเปค ราคา

 หลังจากที่ทางบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) ได้จัดหนักเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ ได้แก่ “นิว ฮอนด้า ซีวิค”,  ”ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด” และ “ฮอนด้า ซิตี้ ซีเอ็นจี” มาทำให้วงการรถยนต์ในบ้านเราสั่นสะเทือนกันไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่หนำใจเลยจัดการเผยโฉม “ฮอนด้า ฟรีด” (Honda Freed) ดีไซน์ใหม่ออกมาเพิ่มเติม โดยคุณสมบัติเด่นอยู่ที่ความเอนกประสงค์ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางที่กำลังมองหารถดี ๆ สักคันเป็นอย่างยิ่ง พร้อมเปิดเผยถึงราคาจำหน่ายให้ทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฮอนด้า ฟรีด ตัวใหม่นี้ เป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง แบบปรับปรุงรูปโฉมใหม่ โดยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวของรถในรูปแบบของสปอร์ตคาร์ ปรับปรุงการดีไซน์ของกันชนหน้าและกระจังหน้าขึ้นมาใหม่ ไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ สปอยเลอร์หลังและล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่
ประตูข้างแบบสไลด์ซ้ายขวาที่ช่วยให้ขึ้นลงได้อย่างง่ายดาย ด้านเครื่องยนต์มาในรูปแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-Vtec ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.7 กิโลกรัมต่อเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 ระดับ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grade Logic Control ช่วยเพิ่มการตอบสนองเวลาขับ ระบบ Direct Control และ Shift Hold Control ช่วยรักษาความเร็วขณะเข้าโค้ง และระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน และเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร 

ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น ตกแต่งด้วยสีเบจช่วยเสริมความสวยงามได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ห้องโดยสารมีขนาดกว้าง เบาะที่นั่งคนขับสามารถปรับระดับสูงต่ำได้ โดยเบาะนั่งในแถวที่ 2 แยกออกจากกันได้ และแถวที่ 3 ปรับพับได้ พร้อมมีพนักแขนให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเด่น ๆ ได้แก่ มาตรวัดเเสดงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเนวิเกเตอร์นำทาง และสิ่งสร้างความบันเทิงอย่างเครื่องเล่นวิทยุ MP 3 พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง รวมไปถึงลำโพงภายในห้องโดยสารอีก 4 ตัวด้วย

สำหรับ ฮอนด้า ฟรีด ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่นเอสอี (SE) และรุ่นอีแอล (EL) โดยรุ่นอีแอล จะมีความพิเศษมากกว่า ตรงที่มีเครื่องเล่นดีวีดี และจอ LCD ขนาด 10 นิ้ว อยู่ด้านผู้โดยสารตอนหลัง สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Bluetooth เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย ส่วนในเรื่องของสีมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ  สีขาวบริลเลียนท์ (มุก, เพิ่มเงิน 10,000 บาท), สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีแบบใหม่ล่าสุด สีน้ำตาลสปาร์คลิ่ง (เมทัลลิก) สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถเลือกซื้อตามศูนย์ฮอนด้าได้เลย โดยราคานั้น สำหรับรุ่นเอสอีราคาอยู่ที่ 839,000 บาท ส่วนรุ่นอีแอลราคา 949,000 บาท

Honda Civic รุ่นใหม่

October 26th, 2012

Honda Civic รุ่นใหม่

        Honda Civic อัจฉริยะแห่งสปอร์ตซีดานหรู สู่ตัวตนแห่งความสมบูรณ์แบบ ล้ำหน้าอย่างลงตัวกับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ให้ทุกองศาการใช้ชีวิตเป็นไปได้ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมขับเคลื่อนคุณสู่โลกแห่ง ความสมบูรณ์แบบสัมผัสสปอร์ตซีดานอัจฉริยะที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่
        ในตัวคุณด้วย i-MID เทคโนโลยีล่าสุดที่ให้คุณสื่อสารกับรถได้โดยตรง ผสานขุมพลังเอกลักษณ์เฉพาะ ที่มาพร้อมกับ นวัตกรรม Eco Assist ช่วยให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นหนึ่งเดียว กับสิ่งแวดล้อม ตอบรับทุกการ ขับขี่อย่างแท้จริง
เร้าใจทุกรายละเอียด มั่นใจทุกจุดหมาย โลดแล่นไปกับสมรรถนะอันทรงพลัง ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัยมาตรฐานสากล เครื่องยนต์ SOHC i-VTEC 2.0 ลิตร 155 แรงม้า และ 1.8 ลิตร 141 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ขับขี่นุ่มนวล
         ตอบสนองทันใจ ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง และ ระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ให้การยึดเกาะถนนและ การทรงตัวที่ดีเยี่ยม ถุงลมคู่หน้า Dual SRS และ ถุงลมด้าน ข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbag ผสานการทำงาน ด้วยระบบควบคุม การทรงตัว VSA พร้อมระบบป้องกันล้อ ล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรกแบบ อิเล็กทรอนิกส์ EBD
มาดูราคา All new Honda civic กันเลยครับผม
ราคา Honda Civic 1.8 S M/T 773,000 บาท
ราคา Honda Civic 1.8 S A/T 828,000 บาท
ราคา Honda Civic 1.8 E A/T 909,000 บาท
ราคา ฮอนด้า ซีวิค 1.8 E A/T NAVI 964,000 บาท
ราคา ฮอนด้า ซีวิค 2.0 EL A/T NAVI 1,124,000 บาท

รถฟอร์ดเฟียสต้ารุ่นใหม่ล่าสุด

October 26th, 2012

รถฟอร์ดเฟียสต้ารุ่นใหม่ล่าสุด

ราคารถซับคอมแพ็ค ฟอร์ดเฟียสต้า เป็นไปตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้าตั้งแต่ต้นปีมาแล้วคือเริ่มต้นที่ 5.29 แสนบาท สำหรับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเริ่มต้นที่ 6.44 แสนบาท

Fiesta เฟียสต้า 5 ประตู

 

รถ Ford Fiesta นี้มีสองตัวถังให้เลือกคือแบบแฮทช์แบ็คและซีดาน โดยรุ่นตัวถังซีดาน จะเพิ่มเบาะหนังพรีเมียมและระบบปรับอากาศอัตโนมัติ

เครื่องยนต์ Duratec มีให้เลือกสองตัวคือ 1.4 ลิตร และ 1.6 ลิตร ระบบส่งกำลังสามแบบคือเกียร์ธรรมดา, อัตโนมัติ และ เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ (6 เกียร์กึ่งอัตโนมัติ Dual clutch) ซึ่งเกียร์ตัวสุดท้ายนี้จะมากับเครื่อง 1.6 ลิตร ในขณะที่เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติจะมีในรุ่นที่มากับเครื่อง 1.4 ลิตร

Fiesta เฟียสต้า 5 ประตู

 

อ็อพชั่นในรถเฟียสต้าตัวนี้จะมีสามเซ็ตให้เลือกคือรุ่น “สไตล์”, รุ่น “เทรนด์” และรุ่น “สปอร์ต” โดยรุ่นเทรนด์ และรุ่นสปอร์ตจะมีระบบ ESP ซึ่งตรวจจับการยึดเกาะถนนและสั่งเบรคอัตโนมัติหากว่ามีการเสียการทรงตัว ส่วนรุ่นสปอร์ตจะมีพอร์ท USB สำหรับเสียบเปิดฟังเพลงซึ่งควบคุมได้จากแผงคอนโซล มีบลูทูธ และระบบสั่งการด้วยเสียง

ราคาแต่ละรุ่นมีดังนี้

รุ่นสไตล์ 
ซีดาน 1.4 ลิตร เกียร์ธรรมดา 529,000
ซีดาน 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 564,000
แฮทช์แบ็ค 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 574,000

รุ่นเทรนด์
ซีดาน 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 644,000
แฮทช์แบ็ค 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 654,000

รุ่นสปอร์ต
ซีดาน 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 699,000
แฮทช์แบ็ค 1.6 ลิตร เกียร์เพาวเวอร์ชิฟท์ 699,000

ข้อมูลนี้ยืนยันอย่างเป็นทางการโดย Ford ประเทศไทย ในวันเปิดสายการผลิต Ford Fiesta ที่โรงงานในจังหวัดระยองเมื่อวานนี้ (6 กรกฎาคม)

ท่านที่สนใจสามารถจองฟอร์ดเฟียสต้าได้แล้วที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว เทคโนโลยีล้ำสมัยที่พบได้ในรถระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงการประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า ทำให้ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เป็นยนตรกรรมสมบูรณ์แบบสำหรับคุณ 

ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเหมาะสำหรับความสนุกสนานในวันพักผ่อนกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ขณะเดียวกันความกะทัดรัดของตัวรถยังเหมาะสำหรับการลัดเลาะอย่างคล่องตัวแม้ในซอยที่แคบ

การสื่อสารและความบันเทิงขณะขับขี่ยังเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะคุณสามารถโทรหาเพื่อน หรือเลือกเพลงโปรดได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

เพิ่มความมั่นใจทุกการขับขี่ ด้วยรูปแบบการจัดวางอุปกรณ์และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความคุ้นเคยและตอบสนองสัญชาติญาณในการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

ที่สำคัญที่สุด คือระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่าที่คุณจะพบได้ภายในฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ที่พร้อมปกป้องดูแลคุณและผู้ร่วมทางในทุกช่วงเวลา

เหตุผลต่างๆ เหล่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของ 4 เหตุผลสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคุณ

เชฟโรเลต โซนิค คุณภาพดีราคาไม่เเพง

October 26th, 2012

เชฟโรเลต โซนิค คุณภาพดีราคาไม่เเพง

  ไม่ต้องไหว้ครูกันนานครับ สำหรับธุรกิจของจีเอ็มในไทยที่ใช้แบรนด์เชฟโรเลตเป็นหัวหอกในการลุยตลาด หลังบริษัทแม่ปรับโครงสร้างใหม่ลงตัว พร้อมกับโรงงานผลิตรถยนต์-เครื่องยนต์ที่จังหวัดระยองเสร็จสมบูรณ์ ทั้งปิกอัพ “โคโลราโด” พีพีวี “เทรลเบลเซอร์” เอสยูวี “แคปติวา”เก๋งคอมแพกต์ “ครูซ” และล่าสุด “โซนิค” เก๋งซับคอมแพกต์รุ่นใหม่ ต่างทยอยออกมาจากสายการผลิตและลงโชว์รูมให้คนไทยได้เลือกเพียบ
   …รวมๆแล้วศูนย์การผลิตแห่งนี้สามารถเนรมิตรถได้ถึง 6 โมเดล (รวมอาวีโอ 1.6ซีเอ็นจีที่ยังขายอยู่) เครื่องยนต์อีก 15 รุ่น ระบบส่งกำลังกว่า 40 ชุด ซึ่งถือเป็นความทันสมัยบนความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต ที่จีเอ็มลงทุนไปกว่า 30,000 ล้านบาท
 

ในส่วนของ“โซนิค”ถือเป็นโกลบอลโมเดล (Global model) ตัวสำคัญที่เชฟโรเลตจะใช้ลุยตลาดรถเล็กทั่วโลก ซึ่งเห็นความชัดเจนตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เมื่อผู้บริหารของเชฟโรเลต(จีเอ็ม) เห็นว่ารุ่นเดิมอย่าง “อาวีโอ” ชื่อชั้นยังไม่ติดตาโดนใจลูกค้ามากนัก แถมไม่มีคุณค่าที่สั่งสมให้เหมาะแก่การรักษาชื่อนี้เอาไว้ (เพราะเพิ่งเริ่มขายต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง)

   ขณะเดียวกันทิศทางการพัฒนาเก๋งซับคอมแพกต์รุ่นใหม่ จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดในหลายๆประเทศจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ“อาวีโอ” ไปเป็น“โซนิค” ที่ดูมีพลังและความกระฉับกระเฉงมากกว่า ซึ่งสัมพันธ์กับรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นตัวถังซีดานและแฮทซ์แบก 5 ประตู
     สำหรับประเทศไทย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำ “โซนิค ใหม่” มาอวดโฉมในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2012 ที่ผ่านมา จากนั้นเพิ่งเผยรายละเอียดทางเทคนิคพร้อมราคา และเปิดรับจองอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครจองล็อตแรกสำหรับตัวถังซีดานจะได้รับรถทันทีปลายเดือนนี้ ส่วนตัวถังแฮทช์แบ็กต้องรอไปอีกหนึ่งเดือน
   โดย“โซนิค” ตัวถังซีดาน โครงสร้างใหญ่กว่าอาวีโอเดิมทุกมิติ ด้วยความยาว 4,399 มม.กว้าง 1,735 มม. สูง 1,517 มม. และระยะฐานล้อ 2,525 มม. มาพร้อมหน้าตาคมคาย ผิวพรรณเส้นสายเฉียบคม โดดเด่นกับไฟหน้าคู่ตัดกับเรือนสีดำ กระจังหน้าแบบดูอัลพอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ไฟท้ายโคมโตเต็มตา 

ทั้งนี้ตัวถังซีดานรุ่น LT จะมากับล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว ประกบยางคอนติเนนตัล 195/65 R15 ส่วนLTZ ใช้ 205/45 R16 ขณะที่ตัวถังแฮทช์แบ็กจะมากับล้อขนาด16 นิ้วเป็นมาตรฐาน

       …ดูแล้วเหมือนเชฟโรเลตจะพยายามฉีกหนีความเป็นเกาหลีที่ติดมากับอาวีโอเดิม อย่างการใช้ยางก็เล่นของ “คอนติเนนตัล” ที่สำคัญยังพยายามสื่อสารว่า “โซนิค” ใช้ทั้งแพลตฟอร์ม (Gamma)ที่พัฒนาใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่จากยุโรปอีกด้วย
     โดยเครื่องยนต์รหัส A14XFR แถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1398 ซีซี พร้อมวาล์วแปรผัน Double CVC (ไอดี-ไอเสียแปรผัน) ให้กำลังสูงสุด100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ถือเป็นเครื่องยนต์สหกรณ์ที่ใช้ในรถเครือจีเอ็มอย่างว็อกซ์ออลและโอเปิ้ล ด้านระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และธรรมดา 5 สปีด
   แม้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตรใหม่จะมีแรงม้ามากกว่าเดิมถึง 6 ตัว (บางประเทศมีรุ่นเทอร์โบ) และเสริมเทคโนโลยีอย่างการควบคุมวาล์วไอดี-ไอเสียแปรผัน และเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แต่เมื่อมาเจอกับน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ระบบขับเคลื่อนชุดนี้ต้องแบกภาระพอสมควร 

ผู้เขียนมีโอกาสลองโซนิค ตัวถังซีดาน ทั้งรุ่น1.4LTZ เกียร์อัตโนมัติ (ราคา 6.79 แสนบาท) และ 1.4LT เกียร์ธรรมดา (ราคา 5.88 แสนบาท) โดยรุ่นแรกนั้นการตอบสนองการขับขี่ค่อนข้างอืด และไม่ว่าจะขับย่านความเร็วไหนพลังมาค่อนข้างช้า การไล่ความเร็วจากจุดหยุดนิ่งไปถึง100 กม./ชม ต้องลุ้นกันเหนื่อย บางช่วงผู้เขียนลองกดคันเร่งมิด แต่พบว่ามาแต่เสียงและรอบเครื่องยนต์ที่ดีดสูง 4,000-5,000 ส่วนตัวรถไม่ได้ทะเยอทะยานเท่าไรนัก

     ด้านเกียร์อัตโนมัติอัตราทดชิดทำงานฉับไว และยังมีโหมดเลือกเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โดยเลื่อนคันเกียร์มาตำแหน่งล่างสุดที่ S จากนั้น ผู้ขับสามารถกดปุ่ม +,- ที่หัวเกียร์ได้ตามใจชอบ  อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนเปลี่ยนมาทดสอบรุ่นเกียร์ธรรมดาพบว่าขับขี่สนุกขึ้น น้ำหนักคลัทซ์ไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป การโยกเปลี่ยนเกียร์ทำได้กระชับแม่นยำ เลือกใช้เกียร์ 3-4 ตัวรถมีอาการฉุด-ดึงให้รู้สึกและพอจะเร่งลุ้นได้สนุก แต่กระนั้นถ้าตัดใจยัดเข้าเกียร์ 5 รถก็จะกลับเข้ามาโหมด “ง่วงอืด” เหมือนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ
   แม้“โซนิค”จะไม่ได้ให้พลังแบบ“สะใจ” แต่ผู้เขียนมองว่า ถ้าขับขี่ในเมืองเป็นหลักเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร 100 แรงม้า น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานจริง ที่สำคัญเมื่อไปดูจุดเด่นด้านอื่นๆแล้ว “โซนิค”ไม่แพ้ใครแน่นอน              ประการแรกต้องยกให้การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่นิ่งเงียบ ทั้งเสียงลมปะทะ เสียงการจราจรจากภายนอก รวมถึงเสียงยางบดพื้นถนน
ถัดมาเป็นเรื่องความแน่นเมื่อขับขี่ความเร็วสูง 120-140 กม./ชม. ช่วงล่างเซ็ทมาหนึบหนับ การเปลี่ยนเลนกะทันหัน ไร้การโยนตัวของห้องโดยสาร ขณะเดียวกันยังจัดการแรงสั่นอาการสะเทือนต่างๆได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นโค้งสั้น โค้งยาว ขึ้นลงคอสะพาน “โซนิค” ให้ความมั่นใจดีทีเดียว ซึ่งสองประเด็นนี้น่าจะเหนือกว่าคู่แข่งแบรนด์ญี่ปุ่น และดีพอๆกับ“ฟอร์ด เฟียสต้า”เลยทีเดียว 

ด้านพวงมาลัยแบบแรคแอนพิเนียนยังใช้การผ่อนแรงแบบไฮดรอลิก หรือไม่ใช่ไฟฟ้าตามสมัยนิยม ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็ชอบบุคลิกของพวงมาลัยแบบนี้ครับ ขับความเร็วสูงออกแนวตึงมือนิดๆ พร้อมๆกับการตอบสนองแบบแม่นยำตามธรรมชาติ หักองศาเท่าไหร่รถเลี้ยวได้ตามใจคิด รวมๆแล้วควบคุมได้นิ่งเนียนมั่นใจ              …แต่จะว่าไปถ้ากรณีขับช้าๆหรือวนหาที่จอด พวงมาลัยอาจจะหนักมือไปสักนิดสำหรับคุณผู้หญิง ยิ่งเป็นรุ่น 1.4LTZ ใช้ยางขอบ 16 ซีรีส์ 205/45 อาจจะใช้กำลังมากขึ้นอีกหน่อย ซึ่งพวงมาลัยของโซนิคถือว่าหนักกว่าคู่แข่งทุกยี่ห้อในตลาดแน่นอน

 นอกจากนี้ถ้าวัดกันที่ออปชันอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ต้องยอมรับว่า“เชฟโรเลต โซนิค”ไม่ได้โดดเด่นกว่าซับคอมแพกต์รุ่นอื่นๆ หรือเทียบกับรุ่นพี่ๆในตระกูลที่ชอบชูเทคโนโลยีใหม่ๆมาโดยตลอด อย่างรุ่นล่าง LS ไม่มีทั้งเบรก ABS และถุงลมนิรภัย ส่วนรุ่น LT มีเบรก ABS และถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับลูกเดียว ขณะที่ตัวท็อป LTZ จะเพิ่มเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้ามาให้ 

ด้านอัตราบริโภคน้ำมัน หลังทดสอบกันค่อนข้างโหด (มี 120-140กม./ชม.เป็นหลัก และสลับรถติดในเมือง) โดยรุ่นเกียร์อัตโนมัติ LTZ มีมาตรวัดอัจฉริยะมาให้ ซึ่งผู้เขียนเห็นผลหลังจากขับไปร่วม 200 กิโลเมตร สรุปตัวเลขประมาณ 10 กม./ลิตร อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จีเอ็มแอบบอกผู้เขียนว่า รุ่นเดียวกันนี้ถ้าขับแบบปกติในชีวิตประจำวัน สามารถทำตัวเลขได้ 12 กม./ลิตรสบายๆ

     รวบรัดตัดความ…ละทิ้งทุกความโบราณของอาวีโอไว้เบื้องหลัง ดีไซน์ภายนอก-ภายในทันสมัยสะดุดตา แม้เรี่ยวแรงอาจจะไม่จี๊ดจ๊าดเมื่อเทียบกับซับคอมแพกต์จากญี่ปุ่นที่วางเครื่องยนต์ 1.5 แต่สิ่งที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดความนิ่งเงียบภายในห้องโดยสาร และช่วงล่างแน่น-ทรงตัวยอดเยี่ยม ขณะที่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังไม่ได้อึดอัด หรือขยับขยายได้พอๆกับ “ฟอร์ด เฟียสต้า”และ “มาสด้า 2”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL500 รุ่นใหม่ล่าสุด

October 26th, 2012

เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL500 รุ่นใหม่ล่าสุด

วันนี้ (21 มิ.ย.) บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมแห่งตำนานสปอร์ต โรดสเตอร์เจเนอเรชันที่ 6 “The new SL-Class” รุ่น SL 350 และ SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster ชูความโดดเด่นด้านการออกแบบลดน้ำหนักตัวรถจากโครงสร้างอะลูมิเนียม ภายใต้สมญานาม “Super Light” ผสมผสานการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ BlueDIRECT อันทรงพลังและประหยัดเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น เปิดราคาจำหน่าย 14.49 ล้านบาท สำหรับ SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster (รุ่น SL 350 ราคายังไม่เปิดเผย)
   เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่นใหม่ยึดถือความหมายของตัวอักษร “SL” ซึ่งย่อมาจาก “super, lightweight” โดยการลดน้ำหนักของตัวรถเป็นคุณลักษณะการออกแบบที่เด่นชัด และนับเป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำตัวถังรถที่เป็นอะลูมิเนียมทั้งคันมาใช้กับรถที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ใช้วัสดุชนิดอื่น 

นอกจากนั้น ทีมผู้ออกแบบยังนำแมกนีเซียมซึ่งยิ่งมีน้ำหนักเบายิ่งขึ้นมาใช้เป็นชิ้นส่วนปิดด้านหลังถังน้ำมัน และเสา A-Pillar เป็นเหล็กกล้าที่มีความแกร่งสูง เพื่อประสิทธิภาพในเรื่องความปลอดภัย              ขณะเดียวกัน น้ำหนักที่ลดลงนำมาซึ่งความปราดเปรียวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีกว่าเดิม โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่น SL 500 ใหม่ (1,785 กก.) มีน้ำหนักน้อยกว่ารุ่นเดิมถึง 125 กิโลกรัม และ SL 350 ใหม่ (1,685 กก.) น้ำหนักตัวรถลดลงถึง 140 กิโลกรัม

สำหรับพลังขุมขับเคลื่อน เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL 500 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BlueDIRECT V8 เทอร์โบคู่ 4663 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 320 กิโลวัตต์ หรือ 435 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที (แรงม้ามากกว่ารุ่นก่อน 12% และแรงบิดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 32%) เร่งทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ใน 4.6 วินาที ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงจากเดิม 22%              ในขณะที่ SL 350 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BlueDIRECT V6 ขนาด 3498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด225 กิโลวัตต์ หรือ 306 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 370 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500-5,250 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยเวลา 5.9 วินาที มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 6.8-7.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 13.3-14.7 กิโลเมตรต่อลิตร หรือลดลงจากเดิม 30%

   โดยทั้งสองรุ่นถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้าแบบ 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS พร้อมเพิ่มความประหยัดด้วยฟังก์ชัน ECO Start/Stop ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม โดยมีความยาวตัวรถที่ 4,617 มม. (เพิ่มขึ้น 50 มม.) ความกว้างที่ 1,877 มม. (กว้างขึ้น 57 มม.) เส้นสายภายในตกแต่งด้วยลายไม้เชื่อมยาวจากคอนโซลกลางไปถึงแผงหน้าปัดและต่อเนื่องจนไปถึงประตู พร้อมด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่สามารถปรับได้ถึง 3 เฉดสี คือ สีขาว ส้ม และแดง โดยเลือกเปลี่ยนสีที่พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน นอกจากนั้นยังมีระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ความบันเทิงต่างๆ รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกด้วย

รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนถึงความหรูหรา สง่างาม เริ่มตั้งแต่กระโปรงหน้าที่ยาวรับกับห้องโดยสาร ซึ่งอยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลัง พร้อมเสริมความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยส่วนท้ายของรถที่กว้างและดูทรงพลัง บวกกับเส้นสายที่รับกับทรวดทรงด้านข้างดูแข็งแกร่งทรงพลังแต่แฝงไว้ด้วยความสุขุม ต่อด้วยช่องระบายอากาศและครีบโครเมียม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถรุ่นนี้ สอดรับกับกระจังหน้าแบบรถสปอร์ตคลาสสิกในสไตล์ร่วมสมัย

       ส่วนชุดโคมไฟหน้าแบบไบซีนอน ที่ลาดเอียงดูปราดเปรียววางทอดยาวไปสู่ด้านข้าง มาคู่กับระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (Intelligent Light System – ILS) โดยมีฟังก์ชั่นการส่องสว่างถึง 5 แบบ พร้อมด้วยไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาที่เด่นสะดุดตา และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED นอกจากนั้นยังโดดเด่นด้วยระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติ (HANDS-FREE ACCESS) เพียงยื่นปลายเท้าไปใต้กันชนหลัง และหลังคากระจกแบบ Panoramic Vario-roof เปิด-ปิดหลังคาโดยใช้เวลาเพียง 20 วินาที โดยมาพร้อมกับฟังก์ชั่นพิเศษ MAGIC SKY CONTROL ที่สามารถปรับระดับความเข้มของหลังคาเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นโรดสเตอร์ หรือคูเป้ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็ว 

เหนืออื่นใดยังเป็นการเปิดตัวสองนวัตกรรมใหม่ ครั้งแรกของโลกสำหรับ MAGIC VISION CONTROL ระบบการทำงานของใบปัดน้ำฝนที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งน้ำฉีดล้างกระจกจะถูกส่งออกมาจากก้านปัดน้ำฝนโดยตรง โดยมีการปัดในสองทิศทาง ทำให้ไม่มีการกระจายตัวของละอองน้ำที่จะมาบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ในขณะฉีดน้ำ

   รวมถึงระบบเสียง Front Bass ซึ่งใช้พื้นที่ว่างในโครงสร้างอะลูมิเนียมของตัวรถด้านหน้าเป็นจุดติดตั้งลำโพงเสียงเบส ทำให้เกิดเสียงทุ้มที่สะอาดลุ่มลึกและชัดเจน ให้ความรู้สึกดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงและช่วยสร้างบรรยากาศเสียงแบบคอนเสิร์ตฮอลล์ได้แม้ในขณะที่เปิดหลังคา 

ด้านความปลอดภัยมีครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® ซึ่งมีเพียงแบรนด์เดียวในโลก และระบบช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับอัตโนมัติ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ถุงลมนิรภัยบริเวณศีรษะ พนักพิงศีรษะ NECK-PRO ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST ระบบ ADAPTIVE BRAKE และระบบช่วยจอด Active Parking Assist เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในเมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่นใหม่

   สำหรับค่าตัวของ “The new SL-Class” รุ่น SL 350 ยังไม่เปิดเผย ส่วน SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster สนนราคาอยู่ที่ 14,490,000 บาท โดยมาพร้อมชุดแต่ง AMG Sports packageอาทิ กันชนหน้า กันชนหลัง และสเกิร์ตข้าง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมสวิตช์ควบคุมการทำงาน 12 จุด หุ้มด้วยหนัง Nappa อย่างดี, แผงหน้าปัดลายธงตาหมากรุก, เบาะนั่งตัดเย็บแนวตั้ง เดินขอบด้วยสี designo platinum white pearl (เฉพาะเบาะนั่งสีดำ), ระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ และต่ำลงกว่าปกติ 10 มม., ดิสก์เบรกหน้า-หลังแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า, ล้ออัลลอย AMG ลาย 5 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางหน้า 225/35 R19 และยางหลัง 285/30 R19และพรมรองพื้นสีดำพร้อมสัญลักษณ์ AMG

ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นใหม่ล่าสุด

October 26th, 2012

ซูซูกิ สวิฟท์ รุ่นใหม่ล่าสุด

ค่ายรถยนต์“ซูซูกิ”เดินหน้าสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าชาวไทยเต็มที่ หลัง“สวิฟท์ ใหม่”ยอดจองล้นหลาม ประกาศเร่งกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม หวังให้ลูกค้าได้รับรถเร็วที่สุด พร้อมขยายโชว์รูม-ศูนย์บริการมาตรฐานเป็น 70 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ 

รายงานจาก บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า หลังเปิดตัว “ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันยังได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย และสร้างกระแสความนิยมในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ด้วยดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก-ปลอดภัยครบครัน ตลอดจนสมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม ขณะเดียวกันยังให้อัตราประหยัดน้ำมันมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร ตามมาตรฐานรถยนต์อีโคคาร์
     ทางซูซูกิได้แสดงความขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยที่ไว้ใจในรถยนต์ซูซูกิเสมอมา ซึ่งซูซูกิยังคงมุ่งพัฒนาคุณภาพของสินค้าตลอดจนมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าต่อไป ส่วน“ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่”ที่ถึงวันนี้ยังมีความต้องการจากตลาดอย่างต่อเนื่อง และมียอดค้างส่งมอบอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นซูซูกิจึงตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามซูซูกิต้องคำนึงถึงคุณภาพที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นการเร่งกำลังการผลิตช่วงนี้จึงหวังให้ลูกค้าที่ได้ทำการจองรถเอาไว้แล้วได้รับรถเร็วที่สุด หรือไม่ให้รอรถนานจนเกินไป พร้อมประสานกับผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศให้สร้างความเข้าใจ และแจ้งข้อมูลที่แท้จริง เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า 

นอกจากนี้เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรรถยนต์ซูซูกิในมืองไทย และอำนวยความสะดวกด้านการขาย และบริการหลังการขาย ซูซูกิยังมีแผนขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิเป็น 70 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2555 นี้อีกด้วย

สำหรับ “ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่” เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิต ณ โรงงานซูซูกิ นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยอง ด้วยมูลค่าการลงทุน 7,500 ล้านบาท สอดรับกับโครงการอีโคาร์ของรัฐบาลไทยเพื่อทำตลาดในประเทศและรองรับการส่งออก
 “ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่” มาพร้อมรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว เส้นสายปราดเปรียวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในตกแต่งสไตล์สปอร์ต มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้ง ระบบ Keyless Push Start ช่วยให้สตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ชุดเครื่องเสียงรองรับ CD MP3พร้อมช่อง USB
          ด้านเครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12B ขนาด 1242 ซีซี 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบ VVT วาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดี-ไอเสีย ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบต่อนาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT 

การขับขี่คล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร ขณะที่เสถียรภาพการทรงตัวยอดเยี่ยมด้วยระยะฐานล้อกว้าง และมาพร้อมช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมคอยล์สปริง หลังทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบความปลอดภัยให้มาทั้ง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า และระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD              บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งใจนำเสนอรถยนต์คุณภาพและบริการมาตรฐานให้ลูกค้าชาวไทย หากลูกค้ามีข้อเสนอแนะ หรือต้องการสอบถามปัญหาต่างๆ สามารถเข้าไปชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ www.suzuki.co.th หรือเบอร์โทรศัพท์ฮ็อตไลน์ 1800-600-900 มือถือโทร 1401-600-900

toyota aqua รุ่นใหม่ล่าสุด สเปค ราคา

October 26th, 2012

toyota aqua รุ่นใหม่ล่าสุด สเปค ราคา

 

ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรถรุ่นใหม่ของค่ายรถยนต์ดังแดนปลาดิบอย่าง “โตโยต้า” (Toyota) เพราะเมื่อวานนี้ (26 ธันวาคม 2554) โตโยต้าได้เปิดตัวรถยนต์ไฮบริดตัวใหม่ออกมา แถมยังได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีขนาดเล็กที่สุดของโตโยต้าอีกด้วย

 

ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 (Tokyo Motor Show 2011) ที่จัดกันไปนั้น ไฮไลท์หลักที่ดึงดูดความสนใจของเหล่าบรรดากูรูรถยนต์และผู้ที่สนใจก็หนีไม่พ้นการเปิดตัว ”Aqua” หรือที่ในตลาดต่างประเทศจะรู้จักกันในชื่อของ ”Prius C” ซึ่งเป็นรถไฮบริดน้องใหม่ของค่ายโตโยต้าตัวเป็น ๆ เพราะก่อนหน้านี้ทางโตโยต้าเคยเผยโฉมออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว และทันทีที่มีการเปิดตัวกันไป หลาย ๆ ฝ่ายก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า Aqua น้องใหม่ตัวนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ

 

มาดูในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ของ Aqua กันซะหน่อย สำหรับ Aqua แล้วเป็นรถยนต์ไฮบริดขนาด 5 ที่นั่ง มีตัวถังยาว 3,995 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,445 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,550 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า “Yaris” รุ่น 5 ประตู เจเนเรชั่นล่าสุดเล็กน้อย ขณะที่ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์นั้น  Aqua จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร ทำกำลังสูงสุดที่ 74 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 111 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ/นาที พร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 1 ตัวที่ให้แรงม้าได้สูงสุด 61 ตัว

 

นอกจากนั้นแล้ว Aqua ยังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ “CVT” และอัตราประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 40 กิโลเมตร/ลิตร โดยโตโยต้าจะเริ่มออกจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะมีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สีขาว สีแดง สีส้ม สีน้ำเงิน และสีฟ้า

ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า จริง ๆ แล้วน่าจะมีการเปิดตัวและออกจำหน่าย Aqua ไปตั้งนานแล้ว แต่ด้วยปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เลยทำให้ทางโตโยต้าต้องเลื่อนการเปิดตัวมาเป็นช่วงปลายปีอย่างที่ได้ทราบกันไป ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลให้การทำตลาด Aqua หรือ Prius C ในตลาดต่างประเทศนั้น ก็จะเกิดขึ้นหลังจากวางขายที่ตลาดญี่ปุ่นไปแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีข่าวรายงานว่า เจ้า Aqua หรือ Prius C  เริ่มต้นวางจำหน่ายในราคา 1.69 ล้านเยน ,1.79 ล้านเยน และสูงสุด 1.85 ล้านเยน หรือหากคิดเป็นมูลค่าเงินไทยจะมีราคาเริ่มต้นที่ 676,000 – 740,000 บาท  ราคาไม่แพง แถมคุ้มค่าขนาดนี้ คงดึงดูดสตุ้งสตางค์ให้ออกจากกระเป๋าของคุณ ๆ แบบง่าย ๆ เลย

ขอบคุณภาพเเละข้อมูล จาก kapook.com

โปรตอน เอ็กซ์โซร่า รุ่นใหม่ล่าสุด

October 26th, 2012

โปรตอน เอ็กซ์โซร่า รุ่นใหม่ล่าสุด

     วันนี้ (23 พ.ค.) บริษัท พระนครโอโตเซลส์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โปรตอน (Proton) ในประเทศไทย เปิดตัว เดอะ นิว เอ็กซ์โซร่า (The New Exora) รุ่นปรับโฉมใหม่ โดยภายนอกตกแต่งด้วยชุดสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ตรอบคัน พร้อมด้วยการเพิ่มความแรงให้กับเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 138 แรงม้า (เฉพาะรุ่นท็อป High Line) ชูความนุ่มนวลขณะขับขี่ เร่งแซงได้ดีกว่าเดิม เปิดราคาเริ่มต้น 664,000-879,000 บาท
    
   “เดอะ นิว เอ็กซ์โซร่า” หรือ “เอ็กซ์โซร่า” รุ่นปรับโฉมใหม่ ภายนอกออกแบบสะดุดตาด้วยชุดสเกิร์ตตกแต่งด้านข้าง พร้อมล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าแบบสปอร์ต ไฟท้ายแบบรมดำ กระจกมองข้างปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ไฟตัดหมอก คิ้วโครเมียมตกแต่งกระจังหน้า กันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต 

สำหรับห้องโดยสารภายในออกแบบเป็นพิเศษ สวยงามหรูหราด้วยเบาะหนังทูโทนลายใหม่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ รวมทั้งแผงประตูด้านข้าง พนักวางแขนแถวที่ 1 และ 2 แบบพับได้ เพลิดเพลินไปกับทุกการเดินทางด้วยอุปกรณ์ให้ความบันเทิง วิทยุ CD แบบ 1 แผ่น เล่นไฟล์ MP 3/WMA พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติช่วยเพิ่มความปลอดภัยหากเกิดการชนกระแทก กระจกไฟฟ้า เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้ และระบบปรับอากาศพร้อมชุดปรับแรงลมส่วนหลัง พร้อมช่องลมสำหรับที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 รวมอุปกรณ์ให้ความบันเทิงทั้งเครื่องเล่น DVD จอ LCD แบบจอสัมผัส SD/MMC/USB port เพิ่มอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยด้วยกล้องมองภาพพร้อมจอแสดงผลในกระจกมองหลัง สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) 

มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยช่วงล่างมาตรฐานในแบบเฉพาะของโปรตอน ทำให้สมรรถนะและการทรงตัวยอดเยี่ยม บังคับควบคุมได้ง่าย พร้อมระบบความปลอดภัยสูงสุด ระบบเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรกอัตโนมัติ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brakeforce Distribution) ทำหน้าที่กระจายแรงเบรกระหว่างล้อคู่หน้าและหลังได้อย่างสมดุลและแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหยุดรถได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาวะบนท้องถนน

        ในส่วนของเครื่องยนต์ รุ่น Base Line และ Medium Line ยังคงเดิม CPS 1.6 ลิตร 125 แรงม้า ส่วนรุ่น High Line ปรับมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส แคมโปร CFE (CamPro Charge Fuel Efficiency) แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว เทอร์โบชาร์จเจอร์ และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 138 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-4,500 รอบต่อนาที ทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เพิ่มพลังในการเร่งแซงได้มากขึ้น ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยประหยัดน้ำมัน อีกทั้งเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่และการตอบสนองของรถยนต์มั่นคงแม่นยำยิ่งขึ้น ในขณะที่กำลังของเครื่องยนต์ไม่ลดลง 

สำหรับการบริการหลังการขาย “เอ็กซ์โซร่า” รุ่นปรับโฉมใหม่ ยังคงรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ด้วยบริการ “Proton 24 Hour I Care” บริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance), บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Assist) และบริการเลขานุการส่วนตัว (Concierge Service)

 ด้านสีสันมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเงิน (Genetic Silver), สีดำ (Tranquility Black), สีขาว (Solid White), สีแดง (Plum Red) และเพิ่มสีใหม่ สีทอง (Elegant Brown) โดยแบ่งเป็น 5 รุ่นย่อย สนนราคา 664,000-879,000 บาท
      ทั้งนี้ โปรตอน เอ็กซ์โซร่า เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 และประสบความสำเร็จอย่างมากจากการได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กแห่งปี จาก The NST/Maybank car of the Year Awards, รางวัล Best Local Assembled MPV จาก The Asian Auto-VCA Award ในปี 2552 และรางวัลรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางและเล็กแห่งปี จาก The AytocarAsean Car of the Year Award ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Frost & Sullivan 2010 Malaysia Excellence สำหรับ Automotive Debut Model แห่งปี ในปี 2553 และล่าสุดได้รับรางวัล “The Best Budget MPV2011” จาก The Indonesian Automotive Awards และรางวัลรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กยอดเยี่ยมในปี 2011 จาก MobiMotor Magazine’s ICOTY
ราคา 

รุ่น  ราคา (บาท) 
Base Line Manual 664,000
Base Line Auto 704,000
Medium Line Manual 749,000
Medium Line Auto 789,000
High Line Auto 879,000

วอลโว่รุ่นใหม่ปลอดภัยกว่าเดิม

October 26th, 2012

วอลโว่รุ่นใหม่ปลอดภัยกว่าเดิม

       สำหรับวอลโว่ ความปลอดภัยไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่อยู่ในรถยนต์วอลโว่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงทุกคนที่ร่วมทาง รวมทั้งคนเดินถนนด้วย ล่าสุดวอลโว่ก้าวล้ำไปอีกขั้นกับนวัตกรรมครั้งแรกของโลก “ถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนน” หนึ่งเดียวในวงการยานยนต์ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อปกป้องชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
     ถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนน (Pedestrian Airbag) เปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่น วอลโว่ V40 ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พบว่า ในประเทศจีน คนเดินถนนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์คิดเป็น 25% ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งหมด ส่วนในยุโรปมี 14% และในสหรัฐอเมริกา 12% นอกจากนี้ จำนวนคนที่บาดเจ็บยังมีอีกมากมาย

 การบาดเจ็บขั้นรุนแรงที่ศีรษะของคนเดินถนนส่วนใหญ่ เป็นเพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตัวผู้ถูกชนมักกระเด็นขึ้นไปบนฝากระโปรงรถและศีรษะไปกระแทกกับกระจกหน้ารถ คานโครงสร้างด้านหน้าหรือเสา A-Pillar และส่วนที่เป็นโลหะแข็งใต้ฝากระโปรงรถ
จากสถิติดังกล่าว วอลโว่จึงได้พยายามพัฒนารถยนต์ที่มีถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนน ที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยปกป้องคนเดินถนนเมื่อเกิดการชนที่ด้านหน้ารถ และการกระแทกบริเวณที่ปัดน้ำฝนและเสา A-Pillar ซึ่งเป็นบริเวณที่มักทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง
     หลักการทำงานของถุงลมนิรภัยอัจฉริยะนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การทำงานของฝากระโปรงและถุงลมนิรภัย คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ฝากระโปรงหน้ารถจะยกตัวขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ถูกชนกระแทกเข้ากับส่วนที่โลหะแข็งเช่น เครื่องยนต์ที่อยู่ใต้ฝากระโปรงรถ ขณะเดียวกันก็จะมีถุงลมนิรภัยจากใต้ฝากระโปรงที่ขอบล่างของกระจกกันลมหน้าพองตัวออกมาบรรเทาแรงกระแทกให้กับผู้ประสบอุบัติเหตุ
   การทำงานของถุงลมนิรภัยนี้ ต้องอาศัยเซ็นเซอร์ 7 ตัว ซึ่งติดอยู่บริเวณกันชน ทำหน้าที่ตรวจจับคนเดินถนน หรือวัตถุ เมื่อรถชนวัตถุ ก็จะส่งสัญญาณไปยังหน่วยควบคุม และหากหน่วยควบคุมอ่านได้ว่าวัตถุที่ชนนั้นเป็นขาคน ก็จะสั่งการให้ฝากระโปรงหน้ารถดันตัวขึ้น 10 เซ็นติเมตร เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างเครื่องยนต์และฝากระโปรง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวของผู้ประสบอุบัติเหตุจะกระแทกกับเครื่องยนต์ซึ่งมีความแข็งมาก โดยในกระบวนการทำงาน วอลโว่ได้ติดตั้งระบบพิเศษที่จะดึงสลักและปลดล็อคด้านหลังของแผ่นฝากระโปรงหน้า ตรงจุดที่ติดกับกระจกหน้ารถ เพื่อให้ฝากระโปรงยกตัวสูงขึ้นเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน 

ขณะเดียวกัน หน่วยควบคุมจะสั่งการให้ถุงลมนิรภัยพองตัวออกด้วยความเร็วสูง ใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวของวินาที โดยถุงลมที่พองตัวเต็มที่แล้วจะคลุมบริเวณที่ปัดน้ำฝนทั้งหมด พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกระจกหน้า และด้านล่างของเสา A-Pillar ถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนนดังกล่าวจึงทำหน้าที่ 2 ประการ คือ ยกฝากระโปรงหน้า และคลุมส่วนที่แข็งของรถไว้เพื่อป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงของผู้ประสบอุบัติเหตุ

 นอกจากนี้ เมื่อฝากระโปรงหน้ารถยกตัวขึ้น จะเกิดพื้นที่ว่างข้างใต้ เมื่อเกิดแรงกระแทก ฝากระโปรงจะยุบตัวลง ซึ่งจะผ่อนแรงกระแทกจากตัวผู้ประสบอุบัติเหตุได้มาก
        ถุงลมนิรภัยสำหรับคนเดินถนนจะทำงานเมื่อรถยนต์วิ่งด้วยความเร็วระหว่าง 20-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ อุบัติเหตุที่เกิดกับคนเดินถนนมักเกิดขึ้นเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในถุงลมนิรภัยจะประกอบด้วยเครื่องอัดแก๊สและถุงลม เมื่อระบบทำงาน เครื่องอัดแก๊สจะอัดแก๊สเข้าไปในถุงลมจนเต็มภายในเวลาเสี้ยววินาทีเท่านั้น
   นวัตกรรมครั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหม่ที่ต่อเนื่องมาจากระบบตรวจจับคนเดินถนนพร้อมระบบเบรกแบบเต็มแรงเบรก (Pedestrian Detection with Full Auto Brake) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยครั้งแรกของโลกที่ช่วยให้หยุดรถได้โดยอัตโนมัติเมื่อมีคนเดินถนนกำลังเดินเข้ามาในทิศทางเดียวกันกับรถ และติดตั้งเป็นครั้งแรกใน S60

toyota new camry 2012 สเปค ราคา

October 26th, 2012

toyota new camry 2012 สเปค ราคา

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอมขอ
ขอบคุณภาพประกอบจาก toyota.com
มีการเปิดเผยให้ทราบถึงราคาของรถสุดหรูของค่ายดังเมืองซามูไรอย่าง “โตโยต้า” (Toyota) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “All New Camry A New Era of Prestige” รุ่นใหม่แกะกล่องที่แฟนคลับหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันมานาน ซึ่งเมื่อเห็นราคาพร้อมรุ่นต่าง ๆ บอกได้คำเดียวว่าสมกับที่รอคอยจริง ๆ
All New Camry A New Era of Prestige
สำหรับ All New Camry นี้มีจุดเด่นต่าง ๆ มากมายที่เห็นได้ชัด ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์และการออกแบบที่ดูหรูหรา สง่างาม ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งกับภายในด้วยแล้ว ถือเป็นความตั้งใจของทางโตโยต้าที่จะนำเสนอองค์ประกอบใหม่ ๆ คือความหรูหรา คุณภาพชั้นเลิศ และความเป็นส่วนตัว ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ห้องโดยสารที่ลงตัวทั้งความสวยงามและความสะดวกสบาย ซึ่งบอกได้ถึงรสนิยมชั้นเลิศเป็นอย่างดี
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีระบบความปลอดภัยทั้งแบบ Active และ Passive โดยมีถุงลมนิรภัย 9 จุด ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบช่วยจอด รวมถึงกล้องช่วยมองหลัง ที่คนขับไม่จำเป็นต้องคอยมองกระจก หรือชะโงกหัวให้มึนเล่นอีกต่อไป
All New Camry A New Era of Prestige 

Camry 2012

ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น All New Camry นี้ มีให้เลือกหลัก ๆ เลยคือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2 ขนาด ทั้ง 2.0 ลิตรและ 2.5 ลิตร โดยเครื่อง 2.0 ลิตรนั้น จะเป็นเครื่อง VVT-i 16 วาล์ว 148 แรงม้า 1,998 ซีซี พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า ล้อขนาด 16 นิ้ว วิทยุและเครื่องเล่น CD
All New Camry A New Era of Prestige
ขณะที่เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร จะเป็นเครื่อง Dual VVT-i 16 วาล์ว 181 แรงม้า 2,494 ซีซี พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ล้อขนาด 17 นิ้ว และเครื่องเล่น DVD และนอกจากทั้ง 2 รุ่นที่ได้บอกกล่าวไปแล้วนั้น ยังมี All New Camry ให้เลือกกันอีก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.5L Hybrid CD, 2.5L Hybrid DVD และ 2.5L Hybrid NAVIGATOR
ทั้งนี้ สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องของราคา ทางโตโยต้าก็ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะเริ่มต้นที่รุ่น 2.0G ในราคา 1,290,000 บาท, 2.5G ราคา 1,490,000 บาท, 2.5L Hybrid CD ราคา 1,649,000 บาท, 2.5L Hybrid DVD ราคา 1,690,000 บาท และ 2.5L Hybrid NAVIGATOR ราคา 1,860,000 บาท ตามลำดับ แถมด้วยใครที่ชื่นชอบสีขาวมุกในรุ่น Hybrid ก็เพิ่มอีก 10,000 บาทก็ได้ไปครองสมใจแล้ว

รถรุ่นใหม่ล่าสุด

ความรู้เกี่ยวกับรถประเภทต่างๆ